Phonake2504's Blog

การรายงานผลการวิจัยในชั้นเรียน นายพลเอก สว่างแจ้ง อาจารย์ 2 ระดับ 7

————————————————–

เรื่อง การใช้สื่อการสอน “วงจรสี ” แก้ปัญหาการผสมสี เพื่อแก้ปัญหาความเข้าใจและการปฏิบัติการผสมสี ของนักเรียน 12 คน ในรายวิชา จิตรกรรม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

1. ปัญหาการวิจัย

• การเรียนการสอนวิชา จิตรกรรม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนจำนวนทั้ง 12 คน มีผลการเรียนในจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องการผสมสี ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ (คะแนนร้อยละ 50 )

 • มีสาเหตุจากการนักเรียนไม่เข้าใจ และขาดความสนใจเรื่องการผสมสี

• ครูขาดเทคนิคการสอนใหม่ๆ

2. วิธีการแก้ปัญหา

   เมื่อทราบสาเหตุของปัญหาแล้ววางแผนแก้ไขปัญหา โดยการสร้างสิ่งเร้าใจและสร้างความเข้าใจ ในการผสมสี ด้วยการใช้สื่อการเรียนการสอนด้วย วงจรสี โดยการแบ่งนักเรียน 12 คน ออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 6 คน ร่วมกันศึกษาการผสมสีด้วยวงจรสี โดยมีครูคอยแนะนำ และชี้แนะ การผสมสี ตามลำดับ และลงมือปฏิบัติทดลองการผสมสีที่ละคน โดยให้เพื่อนๆในกลุ่มคอยชี้แนะและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นักเรียนและครูร่วมกันสรุปการผสมสี ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง มีการวิเคราะห์วิจารณ์ในกลุ่ม สรุปและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

3. ผลการแก้ปัญหา หลังจากที่ใช้ วงจรสี ในการเรียนการสอนแล้ว ผู้เรียนมีศักยภาพ ดังนี้  

     ด้านความรู้

• นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ การผสมสี จำนวน 7 คนและได้บ้างไม่ได้บ้าง จำนวน 5 คน

     ด้านทักษะกระบวนการ

• นักเรียนสามารถผสมสีได้ดี จำนวน 8 คน และนักเรียนสามารถผสมสีได้พอใช้ จำนวน 4 คน

     ด้านเจตนคติ

• นักเรียนให้ความร่วมมือในกลุ่ม มีน้ำใจ ร่วมแสดงความคิดเห็น ชื่นชมและเห็นคุณค่าของ การผสมสีดีมาก จำนวน 9 คน และนักเรียนให้ความร่วมมือในกลุ่ม มีน้ำใจ ร่วมแสดงความคิดเห็น ชื่นชม และเห็นคุณค่าของการผสมสีดี จำนวน 3 คน

สรุป การใช้สื่อ วงจรสี ช่วยในการแก้ไขปัญหาการขาดความสนใจ และความเข้าใจในการผสมสี ในระดับดีและดีมาก โดยพัฒนาด้านเจตนคติได้สูงกว่า ด้านทักษะกระบวนการ และด้านความรู้ ตามลำดับ

Advertisements

ความรู้จากถุงกล้วยแขก

มีบุคคลและผู้รู้สมัยโบราณพูดไว้ว่า “ความรู้อยู่ในถุงกล้วยแขก” ข้าพเจ้าก็เคยได้ยินแต่ไม่เคยสนใจในคำพูดเหล่านั้นเท่าใดนัก ในวันนี้น่าจะเป็นจริงตามคำพูดโบราณที่กล่าวไว้ เพราะข้าพเจ้าได้พบเห็นเพราะไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและแวะซื้อกล้วยแขกใส่ถุงกระดาษ  ตามริมทาง เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ในถุงกล้วยแขกมีกล้วยแขกและความรู้อยู่จริงๆ ข้าพเจ้าจึงนำความรู้ที่ได้จากถุงกล้วยแขกมาฝากให้เพื่อนสมาชิกได้รับรู้บ้าง  คือ   “นิสัยคนเหมือนแก้ว” ข้าพเจ้าอ่านหัวข้อก็น่าสนใจแล้ว คนเราทำใมนิสัยต้องเหมือนแก้ว?

ข้าพเจ้าคิด ??.. และคาดเดาทันทีว่า นิสัยคนโดยทั่วๆไปจะเห็นได้เมื่อคน (มนุษย์ หรือ สัตว์ประเสริฐ) แสดงกิริยมารยาทออกมาให้เห็น  ส่วนแก้ว คือภาชนะใส่น้ำโดยทั่วๆไปแก้วมีความโปร่งใส – แข็ง – และสะท้อนแสงได้เมื่อแสงมากระทบ พูดเข้าไปนั่น !.. คิดได้ไง !.. แต่เมื่อข้าพเจ้าแกะถุงกล้วยแขกออกดูและพยายามอ่าน ได้ความรู้และทราบถึงการเปรียบเทียบนิสัยของคน ดังนี้

ข้อ 1. น้ำล้นแก้ว คือ คนที่ไม่ยอมรับฟังอะไร ถือว่าตัวเองรู้มากแล้ว รับรู้อีกไม่ไหวแล้ว จึงไม่รับรู้ไม่รับฟังอะไรอีก หรือรับฟังแต่ความรู้ไม่เข้าสู่ความรู้ความจำของสมองเลย

ข้อ 2. น้ำเต็มแก้ว คือ คนที่ไม่ต้องการรับรู้อะไรอีกแล้ว ถือตัวเองรู้มากพอแล้ว

ข้อ 3. น้ำครึ่งแก้ว คือคนที่มีความรู้พอประมาณ ตนเองสามารถรับความรู้ใหม่เพิ่มได้อีก

นี่ !!..นี่ความรู้ใหม่ที่ข้าพเจ้าได้นอกเหนือจาก 3 ข้อ ด้านบน  ขอขอบพระคุณผู้รู้ที่ได้เขียนและเปรียบเทียบนิสัยคนไว้….ในถุงกล้วยแขก

ข้อ 4. แก้วน้ำล้ม คือ คนที่ไม่อยากจะรับรู้อะไร เพราะความรู้ที่ตนมีก็รักษาไว้ไม่อยู่

ข้อ 5. แก้วน้ำคว่ำ คือ คนที่ปิดกั้นตนเองไม่เปิดโอกาสรับรู้อะไรเลย ย่อมโง่อยู่อย่างนั้น

ปัจจุบันกล้วยแขกอาจใส่ถุงพลาสติก คงไม่มีความรู้จากถุงพลาสติก เหมือนคำโบราณกล่าว

ใกล้ปีใหม่ 2552 แล้วครับ..  ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมบล๊อคของผมทุกท่านจงมีแต่ความสุข คิดสิ่งใดสมความปรารถนาทุกท่านทุกคนนะครับ..

ส่วนการ Post ในวันนี้จะขอนำเสนอการทำวิจัยในชั้นเรียน (หน้าเดียว) มาให้อ่านตามคำสัญญา และ้เป็นของขวัญปี 2552 ด้วยครับ..  และขอขอบคุณ ครูลัดดา สายพานทอง ที่กรุณาให้ตัวอย่างที่ท่านได้ทำวิจัยในชั้นเรียน(หน้าเดียว) มาให้ได้ศึกษาเป็นตัวอย่างครับ..

วิจัยในชั้นเรียน (หน้าเดียว)

1. ชื่อเรื่อง ศึกษาการใช้เอกสารประกอบการสอนเคมีพื้นฐานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช่วงชั้นที่ 4

2. ชื่อผู้วิจัย นางสาวลัดดา  สายพานทอง อาจารย์ 3 ระดับ 8 โรงเรียนสมุทรพิทยาคม

3. สาเหตุของปัญหา ในรายวิชาเคมี ว 5024 มีสาระการเรียนรู้พื้นฐาน 7 เรื่อง ได้แก่ โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุสมบัติของธาตุและสารประกอบ พันธะเคมี ปฏิกิริยาเคมี ปิโตรเลียม พอลิเมอร์ และสารชีวโมเลกุล ที่คาดหวังว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในช่วงชั้นที่ 4 ทุกคนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ภายใต้ธรรมชาติและความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนในโปรแกรมวิทยาศสตร์กับโปรแกรมศิลป์ภาษา-สังคม ในช่วงเวลาเรียน 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 18 สัปดาห์ ตลอดจนความไม่พร้อมของเอกสารตำรา ที่ใช้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

4. วิธีดำเนินการแก้ปัญหา ได้จัดทำเอกสารประกอบการเรียนการสอนเคมีพื้นฐาน ว 5024 โดยจัดทำผังมโนทัศน์ ให้ครอบคลุมสาระการเรียนรู้ที่ 3 จำนวน 7 ชุด ให้เนื้อหาสาระสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของหลักสูตรฯ และตอบสนองรูปแบบการเรียนของนักเรียนที่ชอบการอ่าน การปฏิบัติ การซักถาม สืบค้นข้อมูล โดยการกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการฝึกทักษะการแสวงหา และใช้ข้อมูลโดยมีการฝึกปฏิบัติดังนี้

4.1 ให้นักเรียนรู้ มีความสนใจและใฝ่รู้การแสวงหาความรู้

4.2 ให้นักเรียนรู้แหล่งและวิธีการรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลความรู้ต่างๆ

4.3 ให้นักเรียนสามารถเก็บรวบรวม และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.4 ให้นักเรียนได้นำเสนอผลการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เป็นการฝึกการสื่อสารซึ่งเป็นทักษะหนึ่งทางสังคม

5. ผลการแก้ไข/ผลการพัฒนา นักเรียนสามารถสรุป เขียนองค์ความรู้ โดยใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนเป็นกรอบแนวทางในการสืบค้นข้อมูลโดยการอ่าน ปฏิบัติการทดลอง อภิปรายถาม-ตอบและแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งต่างๆนอกห้องเรียน ตลอดจนสามารถนำเสนอผลการสืบค้นข้อมูลได้ตามที่ได้รับมอบหมาย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 86.2

ข้อเสนอแนะ  นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ควรได้รับการปลูกฝัง และฝึกทักษะการมีวิสัยทัศน์ในการตื่นตัวต่อการรับรู้ข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลง สามารถวางแผนและจัดการทำงานที่ได้รับมอบหมายตามเวลาที่กำหนด ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยต่อไป

อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ..  คงมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นบ้างแล้วนะครับ.. ในเรื่องวิจัยในชั้นเรียน(หน้าเดียว)  อ้อ..! ลืมบอกไปว่ากว่าจะได้วิจัยในชั้นเรียน(หน้าเดียว)ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังตัวอย่างวิจัยที่นำมา Post ให้อ่าน ต้องมีข้อมูล เช่น ผังมโนทัศน์ แบบทดสอบ เอกสารประกอบการเรียน 7 ชุด เป็นต้น แล้วนำข้อมูลต่างๆที่มีนำมาสรุปให้ได้ใจความตามหัวข้อของการวิจัยเขียนลงกระดาษ ถ้าีเพื่อนๆหรือมีผู้สนใจขอดูต้องมีข้อมูลเบื้องหลังการทำงานให้ดูนะครับ มิใช่เห็นตัวอย่างแล้วก็เขียนบ้างให้คล้ายๆหรือดัดแปลงเสียใหม่่ให้เป็นของเรา อย่าทำนะครับ..  เพราะเราไม่มีข้อมูล มีแต่วิจัยหน้าเดียวโชว์ให้ผู้อื่นได้ดู  ผิดหลักของนักวิจัยครับ.. การทำวิจัยในชั้นเรียน(หน้าเดียว หรือแผ่นเดียว) มีความต่างจากการรายงานวิจัยในชั้นเรียน(หน้าเดียวนะครับ) ต่างกันตรงที่ว่า วิจัยในชั้นเรียน(หน้าเดียว) มีหน้าเดียวจริงๆตามหัวข้อ แต่การรายงานวิจัยในชั้นเรียน(หน้าเดียว)มีภาคผนวกรวมอยู่ด้วยครับ.. อาจมีถึง 10 หน้าก็ได้ครับ    ” ขอให้มีความสุขตลอดปีใหม่นี้นะครับ..

วิจัยในชั้นเรียน

ใน Post นี้จะขอพูดถึงเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนต่อจาก Post ที่แล้ว การทำวิจัยในชั้นเรียนจะทำโดยครูคนเดียวก็ได้หรือหลายๆคนรวมกันและเรื่องเดียวกันก็ได้ แต่มีจุดมุ่งหมายคล้ายคลึงกัน คือ

1. เป็นการสะท้อนผลการปฏิบัติของครูผู้ทำวิจัย

2. เป็นการพัฒนาความก้าวหน้าในภาระงานสอน ของครูผู้สอน

3. เป็นการสร้างวัฒนธรรมความเป็นมืออาชีพให้เกิดขึ้นในวิชาชีพครู

มีผู้ถามว่า.. ทำไมต้องทำวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ในการเรียนการสอน.. ขอตอบแบบวิชาการคือ ในความเป็นจริงกระบวนการวิจัยย่อมเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือได้ มากกว่าวิธีอื่นๆ จะเป็นวิจัยในชั้นเรียน (แผ่นเดียว) หรือการทำวิจัยในชั้นเรียน (5 แผ่น) หรือการทำวิจัยในชั้นเรียน ( 5 บท) ก็ได้ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 24 (5) กล่าวว่า ” ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการสอน และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ”  ผมขอนำรูปแบบที่ครูลัดดา สายพานทอง (ครูผู้มีความรู้ความสามารถด้านการวิจัยคนหนึ่ง ผมมีความเชื่ออย่างนั้นครับ) กรุณาเขียนให้ผมนำมา Post แสดงสู่กันฟังดังนี้

วิจัยในชั้นเรียน (แผ่นเดียว) ประกอบด้วย

1. ชื่อเรื่อง

2. ผู้วิจัย

3. สาเหตุของปัญหา… จากการสอน

4. วิธีดำเนินการ… เพื่อแก้ไขปัญหที่เกิดขึ้น

5.ผลที่ได้รับ… จากการใช้

วิจัยในชั้นเรียน ( 5 แผ่น) ประกอบด้วย

1. ชื่อเรื่อง

2. ผู้วิจัย

3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย (ทำเพื่ออะไร)

4. เครื่องมือการวิจัย (มีอะไรบ้าง)

5. สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

6. รูปแบบ / ขั้นตอน / การดำเนินการ (ทำอย่างไร)

7. ตัวอย่างแผนการสอน แบบสมบูรณ์

8. ผลที่ได้รับ / สรุปผล

วิจัยในชั้นเรียน ( 5 บท) ประกอบด้วย

บทที่ 1 บทนำ (ความเป็นมา วัตถุประสงค์ ขอบข่ายการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ และสมมติฐานของการวิจัย)

บทที่ 2 เอกสารอ้างอิง / งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 3 วิธีดำเนินการ (ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และ สถิติที่ใช้)

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล (การนำเสนอและแปลผลจากตาราง)

บทที่ 5 สรุป และอภิปรายผล (สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ)

ท่านผู้อ่านคงมีความรู้จากเดิมเพิ่มขึ้นบ้างแล้วนะครับ หรือยังมึนๆอยู่เหมือนเดิม ไม่เป็นไรครับลงมือทดลองทำดู ตามสุภาษิตโบราณที่ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ.. ถ้ามีโอกาสจะนำตัวอย่างวิจัยมา Post ให้ดูนะครับ..

ผมเคยได้ยินเขาพูดว่า.. อ่านเจอคำว่าวิจัยแล้วแทบจะเปิดไปหน้าอื่น เป็นหัวเรื่องที่ไม่ชวนน่าอ่านเลย.. ! เป็นเรื่องยาก.. น่าปวดหัว.. ไม่มีวิจัยอยู่ในสายเลือดเลย.. ไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย.. แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับเป็นกะเขาด้วยหรือเปล่าว.. ?  เมื่อก่อนผมก็เคยเป็น.. เคยพูด.. แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว.. เพราะ ถูกบังคับ.. !! ล้อเล่นครับ.. เพราะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว.. ! ตอบเช่นนี้ดูดีกว่าตั้งเยอะ..  !

วันนี้เห็นเพื่อนครูพูด.. บ่น.. ถึงเรื่องวิจัยในชั้นเรียนหนาหู ถึงแม้เรื่องวิจัยในชั้นเรียนมีผู้เขียนตำรา และจัดอบรม สัมมนามาก็มาก แต่เพื่อนครูยังไม่เข้าใจ.. ? ผมจึงอยาก post ถึงเรื่องวิจัยในชั้นเรียนบ้าง อาจเป็นเรื่องเก่าๆมาเล่าสู่กันฟังอีกสักครั้ง เพื่อเพื่อนครูจะเข้าใจ แต่คงไม่ทันสมัยเหมือน CAR1 – CAR4 นะครับ

ความหมายของวิจัยในชั้นเรียน   นักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ดังนี้

วิจัยในชั้นเรียน หมายถึง การศึกษากับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่ดำเนินการโดยครูในชั้นเรียน เป็นขบวนการที่ช่วยให้ครูสะท้อนการปฏิบัติงานของตนเอง

วิจัยในชั้นเรียน หมายถึง การวิจัยที่ทำโดยครูผู้สอนในห้องเรียน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียน และนำผลมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน

วิจัยในชั้นเรียน หมายถึง กระบวนการที่ครูศึกษา ค้นคว้าหรือแสวงหาควมรู้ที่เชื่อถือได้ในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ครูรับผิดชอบอย่างเป็นระบบและเหมาะสม

วิจัยในชั้นเรียน หมายถึง กระบวนการแสวงหาความจริง หรือการค้นคว้าหาคำตอบอย่างมีระบบมีแบบแผน และมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน

สรุปใจความได้ว่างานวิจัยในชั้นเรียนนั้นเป็นงานของครูผู้สอนทุกคน โดยครูผู้สอนหาวิธีการหรือกระบวนการในการที่จะแก้ปัญหาต่างๆของผู้เรียน ลองคิดทบทวนดูก็เป็นจริงเช่นที่เขากล่าว..  ครูท่านใดที่สอนหนังสือภายในห้องเรียนแล้วไม่เจอปัญหาเลย ก็คงไม่ต้องทำวิจัยในชั้นเรียน แต่ถ้าครูพบว่า นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน นักเรียนไม่นำวัสดุ-อุปกรณ์มาเรียน นักเรียนไม่ทำงานส่ง นักเรียนง่วงนอนขณะครูกำลังสอน นักเรียนอ่านหนังสือไม่คล่อง เป็นต้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่แหละปัญหา ครูต้องแก้ไขปัญหา ถ้าครูแก้ไม่ได้ด้วยวิธีนี้ ก็เปลี่ยนวิธีโน้น  แล้วสามารถแก้ไขปัญหาได้  นั่นแหละครูได้ทำการวิจัยในชั้นเรียนแล้วครับ..?  ปัญหาที่ครูแก้ไขทุกวันๆซึ่งเป็นปัญหาง่ายๆนี่นะหรือ..? ขอตอบครับว่านี่แหละคือการวิจัยในชั้นเรียน แต่ครูไม่เขียนบันทึกร่องรอยไว้เป็นหลักฐาน มีแต่เพียงคำบอกเล่า การเขียนบันทึกต้องเขียนให้เป็นด้วยนะครับ ต้องรู้จักปรุงแต่ง การใช้ภาษา การใช้ภาพ การใช้กราฟ และอื่นๆอีก.. เพื่อความน่าเชื่อถือของผู้อ่านครับ  บานท่านอาจบอกว่าปัญหาที่พูดมาข้างต้นนั้นฉันทำมานานแล้วมีมากกว่านี้เสียอีก..  มันเป็นปัญหาง่ายๆใช่งานวิจัยในชั้นเรียนจริงหรือ..? เสียเวลาเปล่า..ถ้าคิดเช่นนี้คุณคงไม่ได้งานวิจัยในชั้นเรียนหลอกครับ ผมไม่ใช่นักวิจัยก็ขอตอบว่านี่แหละคืองานวิจัยในชั้นเรียนของครู.. เพราะงานวิจัยในชั้นเรียนทำได้หลายรูปแบบ.. จะทำวิจัยในชั้นเรียน (วิจัยแผ่นเดียว) หรือการทำวิจัยในชั้นเรียน 5 แผ่น หรือการทำวิจัยในชั้นเรียน (5 บท) ก็ได้  ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขอเน้นย้ำทำวิจัยในชั้นเรียนนะครับ.. ถ้าหวังผลเป็นอย่างอื่น ขอ Post ในคราวหน้านะครับ..

ชื่อเรื่อง     รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนในฝัน โรงเรียนดีใกล้บ้าน ของโรงเรียนบดินทรเดชา

                  (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่สมุทรปราการ เขต 2

ผู้รายงาน   นายพลเอก     สว่างแจ้ง  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียน

ผู้ทรงคุณวุฒิ   ดร. นงลักษณ์  เรือนทอง  ดร. ชิดชัย  สนั่นเสียง  ดร. บุญเรือง  ศรีเหรัญ 

                    นายกัมปนาท  วัชรธนาคม  นายชลินทร์  ศิลปสมศักดิ์  และนางสาวลัดดา  สายพานทอง

ปีที่พิมพ์     ปีการศึกษา 2551

                 รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนในฝัน โรงเรียนดีใกล้บ้าน ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยใช้รูปแบบ   การประเมินแบบ  CIPP Model ประกอบด้วยการประเมิน 4 ด้าน โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อม (Context) เป็นการประเมินวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการว่าสอดคล้องกับนโยบายของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นโยบาย ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 และนโยบายของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ ด้านปัจจัย (Input) ประกอบด้วย บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และสถานที่     ด้านกระบวนการ (Process) การดำเนินงานของโครงการโรงเรียนในฝัน โรงเรียนดีใกล้บ้าน และด้านผลผลิต (Product) ประกอบด้วยการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการโรงเรียนในฝัน โรงเรียนดีใกล้บ้าน ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ และความพึงพอใจ  ของผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง รวมทั้งผลกระทบ (Impact) ที่เกิดจากการดำเนินโครงการ

ประชากร ที่ใช้ในการดำเนินโครงการได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 3 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน ครู จำนวน 78 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินโครงการได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ซึ่งกำหนด  ตามตารางการกำหนด กลุ่มตัวอย่างของเครจซี่ และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) ได้นักเรียนจำนวน 334 คน และผู้ปกครอง จำนวน 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่ามีความเชื่อมั่นมีค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟ่าเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  สรุปผลการประเมินโครงการ ดังนี้

ผลการประเมินด้านสภาวะแวดล้อม (Context) ด้านปัจจัยพื้นฐาน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) ด้านผลผลิต (Product) และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มาก ส่วนผลกระทบ (Impact) ที่เกิดจากการดำเนินโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

ขี้
ฮืม ผมคิดว่าทุกคนคงทราบว่า ขี้ คืออะไร แต่ที่แน่นๆทุกคนไม่ชอบขี้แน่นอน.. แล้วทำไมถึงเปิดเข้ามาอ่านกันก็ไม่รู้ เรื่องไร้สาระทั้งนั้น..  เศร้า แต่เมื่อ Post แล้ว คุณก็หลวมตัวเข้ามาอ่านแล้ว.. ก็เชิญมารับขี้กันไปคนละหน่อยก็แล้วกันนะครับ..
ขี้ มีอยู่ 3 ประเภท
1. ขี้สด ขี้สดจะอยู่ในลำไส้ประมาณ 24 – 36 ชั่วโมง ( 1 วันกว่าๆเท่านั้นเอง) แล้วคนเราก็จะขับถ่ายออกจากร่างกายตรงเวลาทุกๆวัน (ถ้ามีการฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย) ขี้สดจะมีลักษณะเป็นแท่งยาว มีเนื้อหยาบ มีสีเหลืองทองนิ่มๆ ไม่จมน้ำ เราสังเกตเห็นได้ง่ายๆไม่ว่าจะอยู่ในโถส้วมหรือตามลำคลองเวลาเราว่ายน้ำเล่น.. ถ้าใครขี้ไม่จมน้ำแสดงว่ามีสุขภาพดีนะคร๊าบ.. จริงๆนะไม่ได้โม้!!..
2. ขี้ตกค้าง ขี้ตกค้างจะอยู่ในลำไส้นานประมาณ 36 – 76 ชั่วโมง ( 2 – 3 วัน ) ขับถ่ายยาก ลักษณะยาวแข็ง มีสีดำ มีกลิ่นเหม็น ขี้ตกค้างนี้จมน้ำทันทีเมื่อขับถ่ายออกมา (แสดงว่าเริ่มมีอาการท้องผูก) ถ้าตกค้างนาน 70 – 140 ชั่วโมง ( 3 – 5 วัน ) จะขับถ่ายยากและเจ็บ ถ่ายไม่สะดวกต้องเบ่ง (ท้องผูกแล้วครับ) ระวังจะเป็นริดสีดวงนะ
3. ขี้ตะกรัน หรือตะกอนขี้ คือกากของขี้ชนิดละเอียดมาก สารตัวนี้จะตกค้างอยู่ตามช่องว่างของลำไส้ใหญ่ หรือเกาะติดตามผนังของลำไส้ใหญ่เป็นเมือกละเอียดเหนียว สีดำ กลิ่นเหม็น มีพิษร้ายแรง ทำให้เกิดแก๊ซพิษ สารพิษ สารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคร้ายต่างๆตามมา.. ที่ตัวของคุณ.. โปรดดูแลตัวคุณเอง และระมัดระวังนะครับ.. เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่นำพา..
ยิงฟันยิ้ม เห็นไหม ? ครับทุกๆคนไม่ชอบขี้.. ผมเองก็ไม่ชอบเลย.. แต่มีบุคคลอีกหลายคนชอบขี้นะ.. เพราะขี้ยังมีประโยชน์สำหรับพวกเขา.. ให้ทายดูว่าเป็นใคร ?..

ขี้ ภาค 2

วันนี้ในโลกของความเป็นจริงการกินการอยู่ของเรานั้นเต็มไปด้วย ความรีบร้อนครับ โดยเฉพาะ เพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาด้วยนะครับ

ดังนั้นการบริโภค และการขับถ่ายของเราหลายๆคนนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องสนใจครับ  human …….  แต่ในโพสนี้ผมจะมาบอกเรื่องราวของการขับถ่ายกันก่อนครับ

เพื่อนๆ รู้มั๊ยครับว่าในช่วงเวลา 05.00-07.00น. มันเป้นช่วงเวลาที่สำใส้ใหญ่ เริ่มต้องการให้เรานั้นไปขับถ่ายมากที่สุดครับ แต่ถ้าเลยเวลานั้นมาแล้วเนี่ย  เจ้าลำใส้ใหญ่ของเรามันจะเริ่มบ่นแล้วล่ะ ว่า เอ๊!…ทำไมเจ้านายเราไม่ไปถ่ายเสียที    ถึงตอนนี้ละครับเพื่อนๆ ลองนึกอะไรตามผมดูนะครับ

ลำใส้ใหญ่ต้องการให้เราขับถ่ายตอน 05.00-07.00 น.
เวลา 07.00-09.00 คือเวลา ที่เราต้องการกินข้าวแล้ว แต่กลับไม่มีอะไร เข้าถึงท้องเลย ดังนั้นสำใส้จึงจำเป็นต้องดูดเอา อุจจาระที่ยังไม่ขับถ่าย ไปใช้อีกครั้ง! (ลองนึกภาพ อุจจาระที่เอามาใส่ในผ้าขาวบางบีบเอาแต่น้ำ แล้วดื่มกลับไปดูซิ …. มันจะขนาดไหน) ทั้งก๊าซที่เสีย น้ำที่ไร้ประโยชน์ ก็จะกลับไปในกระแสเลือดอีกครั้ง  คงไม่ต้องบอกนะครับเพื่อนๆ ว่าของเสียเหล่านี่ มันกลับมาเลี้ยงเราอีกครั้งแล้ว  human คิดดูสิครับ ตับ ใต หัวใจ ม้าม ปอด ผิวหนัง บริเวรสำคัญทั้งนั้นเลย ได้รับของเสียเต็มๆ

แล้วมันจะเกิด อะไรขึ้นล่ะทีนี้ human

ก่อนเที่ยงถึงบ่าย เพื่อนๆ  จึงรู้สึกง่วงนอนไงครับ  human เพราะว่าเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจไม่สะอาด ร่างกายเราเลยไม่สดชื่น

มีกลิ่นตัว และกลิ่นปาก ก็มาจากเลือดที่ไม่สะอาดมาเลี้ยงปอดไงครับ มันก้จะถูกขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองน่ะไม่ค่อยได้กลิ่นหรอก  แต่เพื่อนเรานี่ซิ …. อูยๆ  human

แล้วถ้าไม่ขับถ่ายให้ตรงเวลานานๆ ล่ะ ถ้าเก้บไว้แบบนี้นานๆเข้า และหลายๆปี เลือดที่ไปเลี้ยงสมองก็ไม่สะอาดเลย เมื่อสมองไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวความจำก็จะเสื่อมเร็วไงครับ และจะเกิดอาการปวดเข่า และริดสีดวงทวาร นะครับ

TIP…. พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ต้องหัดขับถ่ายให้เป็นเวลาครับ คือ 05.00-07.00น. (ขมิ้นชัน…จะช่วยให้ลำใส้ใหญ่ขับถ่ายได้ลองหามากินช่วงเวลานี้นะครับจะ ช่วยได้ หรือตื่นมาช่วง 05.00น. ลองหาน้ำอุ่น และบีบมะนาวสักนิดสิครับ แรกๆ ถ่ายยากหน่อย สักพักไม่เกิน 20 นาที่ครับ ถ่ายแน่นอน) ที่สำคัญ 07.00-09.00น. หาข้าวทานนะครับ จะได้มีสารอาหารใหม่ๆ ไปเลี่ยงสมอง เท่านี้เองครับ สมองเราจะสดชื่น มีแรงทำงานทั้งวันเลยนะครับ…….

นี่คือเรื่องดีๆ ที่เอามาฝากกันนะครับ ผมจะหามาให้อ่านกันเรื่อยๆ นะครับ ……….  ขอให้เพื่อนๆ มีสุขภาพที่ดีกันทุกคนนะครับ

ป้ายกำกับ:

หน้า

Blog Stats

  • 139,606 hits