Phonake2504's Blog

การอบรมศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ปี ๒๕๕๓ – ๒๕๕๔

คุรุสภาต้องการให้ครูทุกท่านมีเอกสารด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

เพื่อใช้ในการต่อใบประกอบวิชาชีพของครูทุกคน  ขอบอก… ถ้ามีการเปิดการอบรมเมื่อใดให้รีบสมัครเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม..

เร็วๆนี้จะมีระเบียบบังคับใช้นะครับ..จึงบอกมาให้เตรียมตัวไว้…สนใจดูภาพกิจกรรมได้การอบรมของจังหวัดสมุทรปราการ   ณ  ค่ายธรรมวัดอโศการาม

   ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้ารับการอบรม การจัดการเรียนการสอนแบบ EIS เลยนำความรู้ที่ข้าพเจ้า ..เน้นนะที่ข้าพเจ้าได้รับรู้มา Post ต่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบเรื่อง  การอบรมเรื่องการจัดการเรียนการสอนแบบ EIS

  ประโยคนี้มักได้ยินกันในวงสุรา ถ้าสนใจ เข้าอ่านได้  โด่ไม่รู้ล้ม จะได้แก้ไขทัน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ป้ายกำกับ:

คุณ..เมาแล้วทะลึ่ง***ฝักใฝ่เรื่องตัณหาราคะ

                ข้าพเจ้าไปตามร้านหนังสือ เพื่อที่จะหาหนังสือสักเล่มมาอ่าน เพื่อเพิ่มความรู้ให้แก่ตนเองบ้าง    หาเท่าไรก็ไม่ถูกใจเลยสักเล่ม.. เดินไปเดินมาตาไม่มองมือ ส่วนมือก็ไม่คอยตา เลยคว้าได้หนังสือหนึ่งเล่มติดมือเพราะเป็นหนังสือที่มีขนาดพอเหมาะกับมือ ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป ถือติดมือกลับบ้าน.. ไม่ได้ขโมยนะ จ่ายเงินเป็นค่าหนังสือ 64 บาท.. พอมาถึงบ้านรับประทานอาหารพออิ่มท้องแล้ว จึงหยิบหนังสือเล่มดังกล่าวมาดู..โธ่!!!..ไม่น่าเสียเงินซื้อมาเลย.. หัวสมองของข้าพเจ้าคิดไปแล้ว ให้ร้ายหนังสือเล่มนั้นเสียก่อนแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้อ่านเลย..  ชื่อหนังสือเรื่อง “ อ่านคนจากกริยาท่าทาง”  ใครแต่งนะ อื้อ…ของเกรียงชัย  เหรียญวิริยะกุล.. เสียเงินแล้วอ่านดูหน่อยก็แล้วกัน ดีกว่านั่งดูหนังโฆษณาในทีวี ผู้เขียนคงรวบรวมหรือศึกษา หรือสังเกตพฤติกรรมจากกริยาท่าทางของคน แล้วนำมาเขียนไว้หลายเรื่อง……..ใน Post นี้ข้าพเจ้าจึงขอนำเนื้อเรื่องบางส่วนในหนังสือดังกล่าวอย่างย่อๆบางหัวข้อมาเล่าต่อ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ท่านผู้เป็นเจ้าของหนังสือ

                เรื่อง กิริยาท่าทางในยามมึนเมา จริงหรือไม่จริงสังเกต..แล้วตัดสินใจเอาเองนะครับ..

***เมาแล้วหน้าแดง*** แสดงว่าสุขภาพไม่ดีนัก มีทุกข์บางอย่างรบกวนจิตใจให้เป็นทุกข์หรือกังวล อาจเป็นเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องอื่นๆ แต่คนๆนั้นจะใส่ใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษ มีความทะเยอทะยานในความก้าวหน้า และความมั่นคงปลอดภัยให้กับชีวิตตัวเอง

***เมาแล้วพูดมาก*** บ่งบอกถึงนิสัยหยิ่งทะนงในตัวเอง มีความมั่นอกมั่นใจในตัวเองสูง คิดว่าตัวเองมีดีกว่าคนอื่นเสมอ รักสนุก ร่าเริง ชอบหรูหรา สะดวกสบาย ไม่คิดร้ายกับใคร

***เมาแล้วก้าวร้าว***แสดงให้เห็นถึงคนที่มีใจกว้าง ชอบมีเพื่อนมาก ช่วยเหลือเผื่อแผ่คนอื่น เป็นคน หน้าใหญ่ใจโต อารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้

***เมาแล้วเงียบ*** เป็นคนชอบหมกมุ่น กังวล คิดมากจนเกินไปชอบรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ไม่ค่อยมีความเป็นมิตรกับคนอื่นง่ายนัก

***เมาแล้วทะลึ่ง*** เป็นคนรักสนุก รักอิสระ มิใช่คนที่มีลับลมคมในกับใคร ไม่ชอบเรื่องซ้ำซากจำเจ มักแสวงหาความตื่นเต้นแปลกใหม่อยู่เสมอ และยังฝักใฝ่เรื่องตัณหาราคะมิใช่น้อย

***เมาแล้วร้องไห้*** เป็นคนอ่อนไหวมากจนถึงขั้นอ่อนแอ ชอบเก็บงำไว้ในใจไม่แสดงออก ชอบเรียกร้องความรักและความใส่ใจจากคนรอบข้างเสมอ

       ท่านผู้อ่าน Post นี้แล้ว.. คิดว่าตัวท่านเมาแล้วจะมีท่าทางอยู่ใน***ข้อใด ???

 

ดูการนำเสนอ PowerPoint เป็นตัวอย่างที่โรงเรียนข้าพเจ้าเตรียมตัวแล้วประสบผลสำเร็จ..ตอนที่ 2

การเตรียมตัวเป็นโรงเรียนในฝันสำหรับข้าพเจ้า๒

ดูการนำเสนอ PowerPoint เป็นตัวอย่างที่โรงเรียนข้าพเจ้าเตรียมตัวแล้วประสบผลสำเร็จ..ตอนที่ ๑

การเตรียมตัวเป็นโรงเรียนในฝันสำหรับข้าพเจ้า๑

เห็นสถิติเรื่องวิจัยในชั้นเรียนมีผู้สนใจเขาชมจำนวนมาก จึงพยายามนำวิจัยในชั้นเรียนมานำเสนออีกหลายๆกลุ่มสาระ เพื่อเป็นแนวทางในการทำวิจัย ในวันี้จึงขอเสนอวิจัยอีกหนึ่งกลุ่มสาระ

  วิจัยในชั้นเรียน

เรื่อง       การติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาความสนใจและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน

              ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

ผู้วิจัย     นายพลเอก     สว่างแจ้ง                     

สภาพปัญหา

                จากการสอนวิชา วาดเส้นแสงเงา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ประจำปีการศึกษา  2546 ในการเรียนการสอนที่ผ่านมา    มีนักเรียนที่สนใจเลือกเรียนวิชา  วาดเส้นแสงเงา     จำนวน   3    ห้องเรียน มีนักเรียน  150  คน จากการสังเกตและตรวจผลงานของนักเรียนในภาคเรียนที่  1   ผู้วิจัยพบประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหา คือ มีนักเรียน  5  คน ในจำนวน 150   คน  ไม่ส่งชิ้นงานจึงส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำในภาคเรียนที่  1     ผู้วิจัยได้สังเกตและตรวจสอบคะแนนรายจุด  พบว่า  นักเรียนขาดความสนใจ ไม่เอาใจใส่ขณะปฏิบัติงาน     และไม่ส่งชิ้นงานที่ครูสั่งตามจุดประสงค์การเรียนรู้ของวิชา  วาดเส้นแสงเงา  ดังนี้

ตารางที่  1  แสดงการส่งชิ้นงานตามจุดประสงค์  10  ชิ้นงาน  ของภาคเรียนที่  1  พ.ค. ถึง   ก.ย.  2546

                               ชิ้นงาน

            ชื่อ

 

1

 

2

 

3

 

4

 

5

 

6

 

7

 

8

 

9

 

10

 

รวม

ร้อยละ

เด็กชาย ก

/

/

/

 

 

 

 

 

 

 

3

30

เด็กชาย ข

/

/

 

 

 

 

 

 

 

 

2

20

เด็กชาย ค

/

/

/

 

 

 

 

 

 

 

3

30

เด็กชาย ง

/

/

/

 

 

 

 

 

 

 

3

30

เด็กชาย จ

/

/

 

 

 

 

 

 

 

 

2

20

                ในภาคเรียนที่  2  มีการเรียนการสอนวิชา วาดเส้นแสงเงา  ต่อจากภาคเรียนที่  1  จากการสังเกตของผู้วิจัย พบว่า นักเรียน  5  คนเดิม  ยังมีพฤติกรรมไม่สนใจและไม่ส่งชิ้นงานเหมือนภาคเรียนที่  1  ดังนี้

ตารางที่  2  แสดงการส่งชิ้นงานตามจุดประสงค์  3  ชิ้นงานใน 10 ชิ้น ของภาคเรียนที่  2  เดือนพฤศจิกายน   2546

                               ชิ้นงาน

            ชื่อ

 

1

 

2

 

3

 

4

 

5

 

6

 

7

 

8

 

9

 

10

 

รวม

ร้อยละ

เด็กชาย ก

 

 

 

 

 

 

 

0

0

เด็กชาย ข

 

 

 

 

 

 

 

0

0

เด็กชาย ค

 

 

 

 

 

 

 

0

0

เด็กชาย ง

 

 

 

 

 

 

 

0

0

เด็กชาย จ

 

 

 

 

 

 

 

0

0

                จากข้อมูลในตารางที่  2  ผู้วิจัยมีความคาดหวังว่านักเรียนทั้ง  5  คน  แนวโน้มน่าจะมีปัญหา  เพราะนักเรียนไม่ให้ความสนใจการเรียนและไม่ส่งชิ้นงาน     อาจทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  และไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินรายวิชา วาดเส้นแสงเงา ปลายปีการศึกษาได้

ปัญหาการวิจัย     ทำอย่างไรจะช่วยให้นักเรียน  5  คน  สนใจการเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

เป้าหมายการวิจัย  เพื่อพัฒนาความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ด้วยเทคนิคการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

วิธีการวิจัย           

1. กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 5 คน

2. วิธีการ

       2.1 ประชุมนักเรียนทั้ง 5 คน เพื่อชี้แจงและตกลงร่วมกันถึงหลักการปฏิบัติงาน และทำข้อตกลงในการส่งชิ้นงาน ภายในเดือนธันวาคม 2546

       2.2 ต้นเดือนมกราคม 2547 ประชุมนักเรียนทั้ง 5 คน เพื่อตักเตือนด้วยวาจา ถึงการไม่ส่งชิ้นงานตามข้อตกลงภายในเดือนธันวาคม 2546 ที่ผ่านมา

       2.3 สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ผู้วิจัยให้แรงเสริมทางลบ ด้วยการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมด้วยการทำความสะอาดห้องเรียน ผู้วิจัยเน้นย้ำถึงข้อตกลงอีกครั้ง

       2.4 สัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ผู้วิจัยให้การเสริมแรงทางบวกด้วยการชมเชยและให้การเสริมแรงทางลบสำหรับนักเรียนไม่ส่งชิ้นงาน ด้วยการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์โดยการรดน้ำต้นไม้หน้าอาคารเรียน และจัดหาที่เฉพาะให้แก่นักเรียนที่ปฏิบัติงานไม่เสร็จและไม่ส่งชิ้นงาน โดยผู้วิจัยดูแลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

       2.5 สัปดาห์ที่สามของเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ผู้วิจัยให้ ผู้วิจัยให้การเสริมแรงทางบวกด้วยการชมเชยและให้การเสริมแรงทางลบสำหรับนักเรียนไม่ส่งชิ้นงาน ด้วยการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์โดยการทำความสะอาดหน้าอาคารเรียน  และจัดหาที่เฉพาะให้แก่นักเรียนที่ปฏิบัติงานไม่เสร็จและไม่ส่งชิ้นงาน  โดยผู้วิจัยดูแลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด  และลงคะแนนแต่ละชิ้นงานในสมุด  ปพ.5  ให้นักเรียนทั้ง  5  คน  ได้เห็นและตระหนักถึงความรับผิดชอบในการส่งชิ้นงาน ซึ่งนักเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

3. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล

     3.1 การสัมภาษณ์นักเรียนทั้ง 5 คน เพื่อนที่สนิทของนักเรียนทั้ง 5 คน ผู้ปกครองของนักเรียน และครู-อาจารย์ผู้สอนในแต่ละรายวิชา นักเรียนทั้ง 5 คน ในบางรายวิชาส่งชิ้นงานครบ บางรายวิชาส่งชิ้นงานไม่ครบ

     3.2 บันทึกผลการสังเกตการปฏิบัติงานในขณะเรียน

     3.3 บันทึกผลคะแนนเป็นรายชิ้นงาน

4. วิธีวิเคราะห์ข้อมูล

     ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพิจารณาข้อมูลต่างๆที่ได้จากการสัมภาษณ์นักเรียนทั้ง  5  คน  เพื่อนนักเรียน  ผู้ปกครอง  และครู-อาจารย์ที่สอนนักเรียนทั้ง  5  คน  นำข้อมูลที่ได้มาประมวลภาพรวมแล้ววิเคราะห์ สรุป รวมทั้งการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานของนักเรียนในขณะเรียน และดูบันทึกผลคะแนนเป็นรายชิ้นงาน     มาเปรียบเทียบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในภาคเรียนที่  1  พบว่า

                                ภาคเรียนที่  1  ผู้วิจัยไม่ได้ใช้เทคนิคการติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด นักเรียนจึงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน    โดยดูจากตารางที่  1    ดังนี้

เด็กชาย  ก     มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ             30

เด็กชาย  ข     มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ             20

เด็กชาย  ค     มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ             30

เด็กชาย  ง      มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ             30

เด็กชาย  จ     มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ              20

                                ภาคเรียนที่  2  ผู้วิจัยใช้เทคนิคการติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด แล้วนักเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นหรือไม่  จดบันทึกข้อมูลไว้เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับภารเรียนที่  1  ของนักเรียนทั้ง  5  คน   

5. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

     จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ปรากฏผลผลดังนี้

การวิจัยเรื่อง  การติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาความสนใจและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  วิชา  วาดเส้นแสงเงา  ปรากฏผล  การติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด  ของนักเรียน  5  คน  มีผลดังนี้

ตารางที่  3  แสดงการส่งชิ้นงานตามจุดประสงค์  10  ชิ้นงาน ของภาคเรียนที่  2  เดือน ธ.ค. 46 ถึง ก.พ.  2547

                               ชิ้นงาน

            ชื่อ

 

1

 

2

 

3

 

4

 

5

 

6

 

7

 

8

 

9

 

10

 

รวม

ร้อยละ

เด็กชาย ก

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

10

100

เด็กชาย ข

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

10

100

เด็กชาย ค

/

/

/

/

/

/

/

/

/

/

10

100

เด็กชาย ง

/

/

/

/

/

/

/

/

/

9

90

เด็กชาย จ

/

/

/

/

/

/

/

/

8

80

เมื่อพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่  3  การพัฒนาความสนใจของนักเรียนโดยการใช้เทคนิคการติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดแล้ว  พบว่า  นักเรียนทั้ง  5  คน  ได้มีการพัฒนาความสนใจและผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด   ดังนี้

เด็กชาย  ก    มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ             100

เด็กชาย  ข    มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ             100

เด็กชาย  ค    มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ             100

เด็กชาย  ง     มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ               90

เด็กชาย  จ    มีความสนใจและหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ร้อยละ               80

ข้อเสนอแนะ

1. เทคนิคการติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อครูผู้สอนได้ลงมือปฏิบัติจริง ต้องมีการบันทึกข้อมูลต่างๆให้เป็นปัจจุบัน มีใจรัก อดทน ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด

2. นักเรียนบางกลุ่มใช้แรงเสริมทางบวกแล้วไม่ได้ผล บางกลุ่มใช้แรงเสริมทางลบแล้วไม่ได้ผล และบางกลุ่มต้องใช้แรงเสริมทั้งทางบวกและทางลบควบคู่กันไปจึงจะได้ผล บางกลุ่มอาจใช้แรงจูงใจทั้งทางบวกและทางลบไม่ได้ผล ขึ้นอยู่กับครูผู้ทำวิจัยจะต้องวิเคราะห์ตัวนักเรียนและสภาพแวดล้อมกลุ่มที่มีปัญหาว่าจะใช้วิธีการใดที่กล่าวมา เพื่อแก้ปัญหา

ภาคผนวก  ผังการดำเนินงาน

เรื่อง การติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาความสนใจ

และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  

ขั้นตอนที่ 1

สร้างข้อตกลงร่วมกัน

– สร้างข้อตกลงร่วมกัน   เฉพาะนักเรียนที่มีปัญหา

 

 

 ผล = นักเรียนเสนอข้อตกลง            และได้ข้อตกลงร่วมกัน

ขั้นตอนที่ 2

ตักเตือน

– ตักเตือนด้วยวาจา   เฉพาะนักเรียนที่มีปัญหา

 

 

ผล = นักเรียนรับรู้รับฝัง

ขั้นตอนที่ 3

เสริมแรงทางบวกและทางลบ

– เสริมแรงทางบวกด้วยการชมเชยเฉพาะนักเรียนส่งงาน

 

 

ผล = นักเรียนมีความพึงพอใจ

ขั้นตอนที่ 4

เสริมแรงทางบวก เสริมแรงทางลบ และจัดหาที่เฉพาะให้ปฏิบัติกิจกรรม

– เสริมแรงทางลบด้วยการให้ทำกิจกรรมเฉพาะนักเรียนไม่ส่งงานผล = นักเรียนมีความพึงพอใจ

 

 

– จัดหาที่เฉพาะให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมและให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

ขั้นตอนที่ 5

เปรียบเทียบความสนใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ภาคเรียนที่ 1 กับภาคเรียนที่ 2

ผล = นักเรียนปฏิบัติงานได้ชิ้นงานครบตามจุดประสงค์ การเรียนรู้

 

                                                   ไม่ได้ผล      

                                 ย้อนกลับตรวจสอบตามขั้นตอน 1-5 ใหม่

หน้า

Blog Stats

  • 136,837 hits